เรื่องเก่า เอามานึกถึงใหม่



ข้อความเก่า ที่เคยโพสต์เอาไว้ใน http://jazzclub.pantipmember.com โพสต์ไว้เกือบปีแล้ว

"... เราเป็นผู้หญิงที่มีชีวิตเกือบทั้งหมดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม แต่อาจจะเป็นห้องที่ใหญ่หน่อย เพราะทำงานบริษัทใหญ่ ด้วยภาระที่มีอยู่ ทำให้ต้องทำงานหนัก 8 โมงเช้า ถึง 4 ทุ่ม - 7 วันต่อสัปดาห์ ชีวิตเหมือนอยู่ในคุกของคนรายได้สูง แต่รายจ่ายสูงกว่า ต้องชดใช้สิ่งที่ตัวเองเคยทำเอาไว้ อีกเป็นปีถึงจะหมดภาระ

ด้วยความที่ชอบฟังเพลง (เสียงดังด้วย) จึงขอยอมที่จะจ่ายเงินเพิ่ม 1000 บาท เพื่อได้ห้องเช่าที่ใหญ่ขึ้น พอให้เราวางเครื่องเสียง วางชั้นซีดี และแต่ละห้องในชั้น จะหันหน้าออกจากกัน ทำให้ไม่มีเสียงรบกวน เพื่อความสุขเพียงแค่ 2-3 ชม. ต่อวัน เพราะ 5 ทุ่มถึงคอนโด ตี 2 นอน 7 โมงตื่น เงินค่าเช่าที่เสียเพิ่ม ก็คุ้มแล้วค่ะ

ชีวิตตั้งแต่เริ่มเข้าวัยสาว จนถึง ต.ค. ปีที่แล้ว ไม่ใช่ผู้หญิงสวย ผิวคล้ำ ๆ แต่หน้าใส ไม่มีสิว ยิ้มแย้มแจ่มใส หลาย ๆ คนบอกว่า เป็นคนมีเสน่ห์ โดยเฉพาะตาและรอยยิ้ม (เค้าบอกมานะ) แน่นอน ไม่เคยขาดความรัก ไม่เคยขาดแฟน ถึงจะมีมาหลายคน แต่เพราะเราเป็นผู้หญิงที่ทุ่มกับงาน มันก็มักเกิดปัญหาที่อีกฝ่ายย่อมไม่เข้าใจ คบแต่ละคนได้ไม่เกิน 2 ปี

ความรัก ยอมรับ ไม่เคยรักใครแบบทุ่มเท คบแฟนทุกคนเหมือนเพื่อน เรารู้สึกเหมือนรักเพื่อน จนวันนึง พบผู้ชายคนนึง ทุกสิ่งเหมือนกับที่เราค้นหามาตลอด ชาวต่างชาติ หล่อ สูง สมาร์ท อบอุ่น โรแมนติก เป็นผู้บริหาร เป็นนักดนตรีแจ๊ส เป็นพ่อบ้านที่ดี ทำกับข้าวเก่ง รักมากที่สุดเลยก็ว่าได้ และคิดว่าเราจะยังมีความรักให้แก่กันตลอดไป แต่เมื่อวันนึง มันต้องจบลง พร้อมกับอีกหลายเรื่องร้าย ๆ ทำให้ฝังอยู่ในใจจนลบไม่ออก จากคนที่ไม่เคยกลัวความรัก กล้าที่จะรัก กล้าที่จะเสียใจ กล้าที่จะมองตา วันนี้ เหลือไว้แต่ความกลัว รอยยิ้มที่มีเสน่ห์ ของผู้หญิงสาวคนนั้น วันนี้ แทบไม่มีเหลือ หน้าตาเต็มไปด้วยริ้วรอย เพราะเครียด และทำงานหนัก

ถึงวันนี้ จะยังเป็นคนที่มนุษสัมพันธ์ดี แต่งตัวเก๋ไก๋ มีคนรู้จักมากมาย เดินไปไหนในบริษัท ไม่มีใครไม่รู้จักเอ๋ แต่ลึก ๆ แล้ว รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่ผูกโบว์ปิดตาย ......

......

เช้าวันหนึ่ง วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ จากอพาร์ตเมนท์ ในเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่ง ในประเทศที่มีแต่ Wind Milk ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ขับรถไปตามถนนเล็ก ๆ ข้างที่นั่งคนขับด้านขวามือ มีหญิงสาวตัวเล็ก ที่ชายหนุ่มมักเรียกเธอว่า Little Rabbit นั่งไปพร้อมกัน ขับรถไปตามทางเล็ก ๆ ที่มีหลายเลี้ยว ซึ่งเป็นธรรมดาสำหรับถนนในประเทศนี้

วันนั้น เป็นวันสุดท้ายที่ 2 คนจะได้พบกัน หญิงสาวต้องเดินทางกลับบ้านเมืองของเธอ 2 คนต้องวนหาอยู่นาน เพราะปกติทุกอย่างจะปิดในวันอาทิตย์ ชายหนุ่มหยุดรถเมื่อเจอร้านกาแฟเล็ก ๆ แต่บรรยากาศดี ในโรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง 2 คนนั่งข้างกัน ชายหนุ่มจิบกาแฟ หญิงสาวจิบชา เธอไม่ดื่มกาแฟ

“วันนี้ คุณดูเศร้ามาก รู้มั้ย บอกผมสิ ว่าทำไม” เค้าถามขึ้น เมื่อสังเกตอารมณ์ของเธอ
“ชั้นบอกคุณไม่ได้ เพราะว่า ....” พลันมือของเธอชี้ไปที่ดวงตา ที่ตรงขอบตามีน้ำตาเอ่อนอง พร้อมที่จะพร่างพรูมาได้ทุกเมื่อ เธอไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ไม่อยากจากด้วยน้ำตา
เค้าเข้าใจความหมายของเธอ ลูบผมเธอ ดึงเธอมาซบไหล่ .....
น้ำตาที่ปริ่มอยู่ที่ขอบตา จึงไหลมานองที่หัวไหล่ที่บึกบึน ......

ผู้คนในร้านเริ่มสังเกตมากขึ้น 2 คนจึงออกจากร้านกาแฟ ออกมาเดินทอดน่อง ในสวนสาธารณะฝั่งตรงข้าม เป็นถนนทางเดินเล็ก ๆ รอบล้อมไปด้วยทุ่งหญ้า บางช่วงเป็นบึง มีเป็ดน้อยลอยน้ำอยู่ มีนกกระสา ยืนอยู่ริมน้ำ บางช่วงเป็นฟาร์ม มีแกะตัวอ้วนพี พวกมันคงจ้องมองมาที่ 2 คนนี้ คงสะดุดตาสำหรับพวกมัน ชายหนุ่มร่างสูงเกือบ 2 เมตร กับหญิงสาวตัวเล็กสูงแค่ยอดอกของเค้า บนถนนเริ่มมีใบไม้ที่ร่วงลงมา อีกไม่กี่วันก็จะเข้า Autumn ฝนตกพรำ ๆ ลมพัดโชย อากาศเย็นเหลือเกินสำหรับเธอ

สำหรับเธอผู้ไม่คุ้นกับอากาศเย็น เดินตัวสั่น เค้ากอดประคองเธอไว้ แต่ในใจของเธอกลับหนาวเหน็บ ยิ่งกว่าอากาศภายนอก ลางสังหรณ์บางอย่าง บอกเธอว่า เธอจะไม่ได้กลับมาหาเค้าอีก

“บอกฉันสิ little girl คุณดูหดหู่เหลือเกิน”
“ชั้นรู้สึกว่า จากนี้ เราจะไม่ได้เจอกันอีกเลย”
“ไม่มีทางที่รัก แล้วคุณจะได้กลับมา จากนั้น เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป” อ้อมกอดจากอกที่แข็งแรง ดูเหมือนจะแน่นขึ้น ประหนึ่งเพื่อเป็นคำมั่นสัญญาจากเค้าถึงเธอ

......
......
......

และแล้ว ลางสังหรณ์ของหญิงสาวก็เป็นจริง ..."


จากข้อความนี้ ผ่านไป 1 ปี และ 2 ปีแล้วสำหรับความรักครั้งเก่า ครั้งที่ใช้เวลาแรมปีกว่าน้ำตาจะเหือดแห้ง เจ็บปวดมาก ยิ่งมันมีความสุข และสวยงามในความทรงจำมากเท่าไหร่ มันก็จะเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น ใครจะว่าเราโง่ก็ได้นะที่ถึงขนาดทำร้ายตัวเอง แต่ ณ เวลานั้นสมองมันไม่รู้ว่าอะไรฉลาด อะไรโง่แล้ว ... เหตุการณ์นี้มีน้อยคนมากที่จะรับรู้ แม้กระทั่งครอบครัวของเราเอง ... แต่เราก็ไม่อยากจะพูดถึงมันบ่อยนัก ปล่อยให้เวลาค่อย ๆ รักษาตัวเราเอง ... การได้แยกออกมาอยู่คนเดียว มันช่วยเราได้เยอะ เพราะมันต้องอยู่กับตัวเองให้ได้

วันนี้เปลี่ยนไปแล้ว หนี้สินเริ่มบรรเทาลง มีความสุขกับการรักตัวเอง มีความสุขกับลูกหมา (ที่ซนและฉลาดขึ้นทุกวัน) ... 2 ปีที่อยู่มาได้โดยไม่มีความรักจากคนรัก ... แต่เราอยู่ได้จากความรักจากเพื่อน ... รู้จักคนมากขึ้น มีคนรักคนห่วงใยมากขึ้น ... ครอบครัว รัก เข้าใจกันดี ... ทำอะไรมีสติมากขึ้น คิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อนจะตัดสินใจทำอะไร ... เจ้าส้มตำอาจจะเป็นภาระบ้าง แต่มันก็เป็นภาระที่มีความสุข ... กับความรัก อืม ไม่รู้สิ ก่อนหน้านี้ก็ยังเข็ดหลาบ แต่เราก็รู้สึกปล่อยวางมานานแล้ว ไม่รู้ว่ารู้สึกตั้งแต่เมื่อไหร่นะ คงตั้งแต่น้ำตาแห้งไปมั้ง อืม ก็ปล่อยให้มันเป็นไป ไม่ดิ้นรนไขว่คว้า เพียงแต่คิดหน้าคิดหลังมากขึ้น แหะ ๆ หรือไม่ก็คงคิดมากเกินไป ถึงได้อยู่มาได้ตั้ง 2 ปี อ้อ แต่ก็ยังไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ตัวเองสักเท่าไหร่อ่ะ ใครพยายามจะแนะนำคนอื่นให้ ก็เฉย ๆ อ่ะ คือไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นของชีวิต

เราว่าชีวิตเราตอนนี้ลงตัวแล้วนะ สนุก และทำชีวิตตัวเองให้มีความสุข ไม่ค่อยคิดเรื่องอดีตเท่าไหร่นัก พยายามค่อย ๆ คิดว่าจะทำอะไรก่อน อะไรหลัง ... ไม่ก็คงผ่านอะไรมาหลายอย่างแล้วมั้ง ลิ้มลองชีวิตมาหลายรสชาติละ ตอนนี้รู้สึกตัวเองนิ่ง ๆ เฉย ๆ ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน หรือถ้าอะไรที่ทำให้ทุกข์ ก็อยู่กับมันไม่นาน พร้อมรับกับวันพรุ่งนี้ตลอดเวลา ... บางทีอาจเป็นเพราะการได้เขียนสิ่งที่อยู่ในใจออกมาเป็นตัวอักษรอย่างงี้มั้ง มันทำให้ไม่มีอะไรอัดอั้น โล่งใจ มีพื้นที่ว่างอีกเยอะแยะสำหรับพรุ่งนี้

ต๊าย นี่อิชั้นดูปลง ๆ กับชีวิตมากเลยนะเนี่ย สงสัยใกล้บวชเต็มทีแล้วดิเนี่ย อิอิ

 

หนูไม่ได้เป็นตัวป่วนหม่ามี๊นะ หนูมาทำให้หม่ามี๊มีความสุขต่างหาก


ครึ่งหนึ่งของชีวิต ::: แอม เสาวลักษณ์

^^
เป็นเหมือนกันเลย
000461
20 ก.ย. 2548 เวลา 23:56 น.
ตามเอ๋มา
000059
21 ก.ย. 2548 เวลา 16:45 น.
ลูกน่ารักอีกแล้ว
21 ก.ย. 2548 เวลา 18:43 น.
I'm imseprsed. You've really raised the bar with that.
Ranjeet
31 ธ.ค. 2556 เวลา 12:09 น.
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic